สัมผัสแรกกับ NIKON D3

 

 

หลังจากได้ยินข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับกล้องระดับโปรของ NIKON ตัวต่อไปมานานพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นข่าวว่ากล้องตัวใหม่จะเป็นกล้องที่มีตัวรับภาพขนาดเท่ากับฟิลม์ (Full Frame) หรือเล็กกว่าเล็กน้อย หรือข่าวที่ว่ากล้องตัวใหม่จะเป็น hybrid ผสมระหว่าง film กับ digital (อันนี้ไม่เคยเชื่อเลย) หรืออื่นๆอีกต่างๆนาๆ ในที่สุดข่าวลือต่างๆก็หมดสิ้นไปในวันที่ 23 สิงหาคม 2007 ซึ่งเป็นวันที่ทาง NIKON ได้ประกาศเปิดตัวกล้อง DSLR รุ่นสูงสุดของ NIKON อย่างเป็นทางการ คือ NIKON D3

 

 

 

 

ประวัติกล้อง DSLR รุ่นสูงสุดของ NIKON

 

นับตั้งแต่กล้อง DSLR ในนาม NIKON (ที่ไม่ได้ร่วมกับผู้ผลิตอื่นในการสร้างกล้อง DSLR) ตัวแรกคือ NIKON D1 ซึ่งออกสู่ตลาดเมื่อปี 1999 จวบจนถึงวันนี้ NIKON ได้มีจำนวนกล้อง DSLR รุ่นสูงสุดเป็นจำนวนทั้งหมด 7 รุ่น โดยมีการแบ่งตลาดออกเป็นสองส่วนหลังจาก NIKON D1 อย่างชัดเจนคือ รหัส X สำหรับกล้องที่ต้องการความละเอียดสูง(ในขณะนั้น) แต่ไม่เน้นความเร็ว และรหัส H สำหรับกล้องที่ต้องการความเร็วในการถ่ายภาพสูงสุด(Frame Per Second, FPS) แต่ไม่เน้นความละเอียดหรือขนาดของภาพ

 

Model               FOV      Resolution       FPS                   Announcement Date

NIKON D1          1.5X      2.6MP               4.5                    15 June 1999

NIKON D1X        1.5X      5.3MP               3.0                    5 February 2001

NIKON D1H        1.5X      2.6MP               5.0                    5 February 2001

NIKON D2H        1.5X      4.0MP               8.0                    22 July 2003

NIKON D2X        1.5X      12.2MP              5.0/8.0              16 September 2004

NIKON D2Hs       1.5X      4.0MP               8.0                    16 February 2005

NIKON D2Xs       1.5X      12.2MP              5.0/8.0              1 July 2006

NIKON D3          1.0X      12.1MP              9.0/11.0            23 August 2007

 

NIKON D1 เปิดตัวด้วยราคา 5,000 เหรียญสหรัฐ แต่เมื่อเทียบกับค่าเงินบาทซึ่งอ่อนค่าอยู่ในขณะนั้น ทำให้ค่าตัวกล้อง D1 ในประเทศไทยพุ่งเกินหลักสองแสนบาท อีกทั้งเทคโนโลยีในขณะนั้นก็ถือว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดของกล้อง DSLR 

 

อย่างไรก็ตามในปี 2001 ทาง NIKON ก็ได้วางแผนการตลาดสำหรับกล้อง DSLR รุ่นสูงสุดใหม่โดยแบ่งกล้อง NIKON D1 ออกเป็นสองรุ่นคือ D1X และ D1H ซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ โดยที่กล้องทั้งสองตัวนี้ก็ยังยึดมั่นกับขนาดตัวรับภาพแบบ FOV 1.5X ที่ทาง NIKON เรียกเองว่า DX ในขณะที่คู่แข่งสำคัญอย่าง CANON เริ่มขยับตัวเข้าไปในตลาดตัวรับภาพที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเกือบเทียบเท่ากับฟิลม์ 35mm โดยการออกกล้องรุ่น CANON EOS 1D ซึ่งมี FOV 1.3X แต่ความเร็วสูงถึง 8 FPS ในเดือนกันยายน ปีเดียวกันนี้เอง

 

สองปีถัดมา NIKON ได้ทำการออกแบบบอดี้กล้อง DSLR รุ่นสูงสุดใหม่ และเพื่อแข่งขันกับตลาดกล้องความเร็วสูง ทาง NIKON จึงได้ออกกล้อง D2H ออกมา ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษคือใช้ตัวรับภาพ LBCAST ความละเอียด 4 ล้านพิกเซล ที่ทาง NIKON ผลิตขึ้นเองและมีความเร็วสูงถึง 8 FPS อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้หนึ่งปีทาง CANON ได้ก้าวเข้าไปสู่การเป็นกล้องที่มีขนาดตัวรับภาพเท่ากับฟิลม์ (Full Frame) โดยการออกกล้อง 1Ds ซึ่งมีความละเอียดสูงถึง 11MP ในขณะนั้น ทำให้ทาง NIKON ต้องสูญเสียลูกค้าบางกลุ่มออกไป โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการเน้นคุณภาพจากเลนส์ 35mm ปกติที่ไม่ใช่ DX หรือที่ต้องการใช้งานเลนส์มุมกว้างเหมือนกับ 35mm ยิ่งไปกว่านั้นทาง CANON ได้ออกกล้อง EOS 1D Mk II ซึ่งเป็นกล้องความเร็วสูง 8.5FPS และมีความละเอียดถึง 8MP อีกทั้งยังมี FOV 1.3X ทำให้สถานการณ์ของ NIKON ช่วงนั้นเสียเปรียบเป็นอย่างมาก

 

ในเดือนกันยายนปี 2003 ทาง NIKON ได้เปิดตัวกล้อง NIKON D2X ซึ่งมีความละเอียดสูง 12.2MP และยังมีความเร็วสูงถึง 5FPS และ 8FPS (ในแบบ Hi Speed Cropped) ซึ่งใช้บอดี้พื้นฐานเดียวกับ D2H ซึ่งนับว่าเป็นการตอบสนองถึงความต้องการของตลาดได้ดีทีเดียว เพราะกล้อง DSLR ในขณะนั้นความละเอียด 12.2MP ถือว่าสูงมาก โดยเฉพาะเมื่อสามารถทำความเร็วได้ถึง 5/8FPS ก็จัดว่าเป็นกล้องที่มีสมรรถนะไม่แพ้ใคร การเปิดตัวของกล้อง D2X ก็สามารถดึงเอาลูกค้า NIKON ที่เหนียวแน่นกลับหรือรั้งไม่ให้ไปไหนได้ดีทีเดียว อีกทั้งความแข็งแรงทนทานที่หาที่เปรียบยากของกล้องตัวนี้ ทำให้ D2X กลายเป็นหนึ่งในกล้องรุ่นสูงสุดของ NIKON ที่ได้รับคะแนนนิยมจากผู้ใช้มากมาย แต่สงครามของขนาดตัวรับภาพยังไม่จบสิ้น ในอีกหนึ่งปีถัดมา CANON ได้ออกกล้อง EOS 1Ds Mk II ซึ่งเป็นกล้อง Full Frame ความละเอียด 16MP ต่อท้ายมาด้วยในปี 2005 กับกล้อง EOS 5D ซึ่งเป็นกล้อง Full Frame ระดับกลาง ความละเอียด 12.7MP ทำให้ตลาดกล้อง DSLR Full Frame แทบจะตกเป็นของ CANON แต่เพียงผู้เดียว ระหว่างนั้น NIKON ทำได้แค่เพียง upgrade กล้องรุ่น D2H และ D2X ให้มีความทันสมัยมากขึ้น แต่ก็ไปในทำนอง minor change มากกว่าจึงไม่ได้สร้างกระแสในตลาดกล้อง DSLR รุ่นสูงสุดได้มากแต่อย่างใด

 

ในปี 2007 ท่ามกลางข่าวลือมากมาย ทาง NIKON ได้ตัดสินใจที่จะออกกล้อง DSLR รุ่นสูงสุดที่มีขนาดที่รับภาพเท่ากับขนาดของฟิลม์ 35mm และกว่าหกปีที่ทาง NIKON ได้ทำการแยกตลาดของกล้องความละเอียดสูงและกล้องความเร็วสูงออกจากกัน ถึงวันนี้ NIKON ได้ทำการรวมกล้องทั้งสองประเภทเข้าด้วยกันอีกครั้ง โดยมีจุดมุ่งหมายหลักจะให้เป็นกล้องที่สมบูรณ์แบบที่สุดในตลาดไม่ว่าจะเรื่องขนาดของตัวรับภาพ ความละเอียดของภาพและความเร็วของชัตเตอร์ นั่นก็คือกล้อง NIKON D3

 

 

แรกสัมผัสกับ NIKON D3

 

เป็นธรรมเนียมของคนบ้าอุปกรณ์ NIKON แบบเหมือนถูกฉีดเข้าไปในสายเลือด เมื่อมีกล้องใหม่โดยเฉพาะรุ่นสูงสุดออกมาและมีโอกาสที่จะได้จับต้องตัวจริงเสียงจริง (จะได้ไม่ต้องไปเล่าให้คนอื่นฟังจากการอ่านแค่คู่มือหรือที่คนอื่นเค้าเขียนบน Internet) จึงไม่ปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดลอยไป กับกว่าหนึ่งชั่วโมงที่ได้สัมผัส ถึงแม้จะเป็นกล้อง NIKON D3 ที่ยังถือว่าไม่ใช่ official หรือตัวที่จะนำมาขายกันจริงๆในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ (ตามตารางของประเทศญี่ปุ่น) แต่ก็ถือว่า NIKON D3 ตัวที่ได้สัมผัสนี้ น่าจะใกล้เคียงกับตัวที่จะวางตลาดจริงมาก อาจจะต่างกันแค่ในเรื่องของ software ที่ยังอาจจะพัฒนายังไม่เสร็จ หรือยังมีโอกาสที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้นก่อนที่กล้องจะวางตลาดในอีกสามเดือนข้างหน้า

 

 

 

 

 

 

การออกแบบและรูปทรง

 

รูปทรงที่เห็นครั้งแรกในภาพจากจอคอมพิวเตอร์ เริ่มตั้งแต่ภาพหลุดๆทาง Internet ไม่ว่าจะภาพ outline จากเมืองจีน (ที่ภายหลังพบว่าเป็นภาพจริง) หรือภาพมัวๆจากอีกหลายๆเวบ ในที่สุดเมื่อตัวจริงของ D3 ออกมาก็พบว่า D3 มีลักษณะรูปทรงคล้ายๆกับ D2 แต่ที่แตกต่างกันคือบริเวณหัวกระโหลกที่ต้องมีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อที่จะรองรับภาพที่จะสะท้อนขึ้นมากจากช่องรับภาพที่ต้องสนับสนุนตัวรับภาพแบบ Full Frame ในใจเมื่อเห็นภาพจริงครั้งแรกขอบอกเลยว่าสงสัยในการออกแบบส่วนหัวเป็นอย่างมาก ยังดูแปลกๆเหมือนกับไม่สมส่วน แต่เมื่อได้เห็นตัวจริงๆ ความรู้สึกแปลกๆนั้นหมดไปทันที ความลงตัวในการออกแบบโดยนาย Giorgetto Giugiaro ได้แสดงพลังออกมาอย่างชัดเจน ส่วนหัวที่ดูในรูปไม่สมส่วนกลายเป็นส่วนโค้งมนที่สวยงามเมือ่ได้พบกับ D3 ของจริง

สัมผัสแรกจริงๆที่ได้จับ D3 ต้องบอกได้เลยว่าความรู้สึกใกล้เคียงกับ NIKON D2Xs ที่ใช้อยู่เป็นอย่างมาก แทบจะไม่รู้สึกแตกต่างเลย ต้องยอมรับว่า D2 Series เป็นบอดี้ที่จับได้ถนัดมือมากทั้งแนวนอนและแนวตั้ง (และออกแบบได้ดีมาก ต่างกับ Minolta 9xi ถึงแม้จะจับถนัดทั้งแนวนอนและตั้งแต่การออกแบบดูขัดๆไปหน่อย) ความรู้สึกนั้นได้ถูกถ่ายทอดมาให้กับ D3 อย่างสมบูรณ์แบบ ปุ่มต่างๆ ถึงแม้มีการปรับปรุงบ้างแต่ก็ไม่รู้สึกติดขัด จากการทดสอบใช้งานแบบรวดเร็วก็รู้สึกได้เลยว่าหากออกภาคสนามจริงๆจะสามารถใช้ประสบการณ์จากการใช้กล้อง D2 มาใช้กับกล้อง D3 ได้อย่างสบาย นี่นับเป็นการออกแบบที่สุดยอดของที่ผสมผสานระหว่างการใช้งานและความงดงามได้อย่างลงตัว

 

ในความเป็นจริงแล้ว D3 มีขนาดและน้ำหนักที่ต่างกับ D2 พอสมควร โดยมีน้ำหนักหนักว่า D2 อยู่ 170 กรัมและมีความสูงมากกว่าเล็กน้อย แต่จากการที่ได้ถือและมองรูปร่างคร่าวๆ ต้องบอกได้เลยว่าน้ำหนักที่เพิ่มไม่เป็นปัญหาเมื่อใช้งานเลย แต่อาจจะเป็นไปได้ว่าได้จับและใช้ในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้นจึงขอยกยอดไปทดสอบการใช้งานจริงแล้วจะกลับมารายงานถึงเรื่องน้ำหนักที่แตกต่างต่อไป

 

 

 

 

ฟังก์ชั่นการทำงานและข้อมูลทางเทคนิค

 

ต้องบอกเลยว่าขนาดแค่อ่านข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ที่พูดถึงสิ่งต่างๆที่ใส่เข้ามาในกล้อง NIKON D3 ก็รู้สึกดีที่ทาง NIKON ยังมีความพยายามที่จะรั้งหรือดึงลูกค้า NIKON ให้อยู่ด้วยกันต่อไปด้วยการออกกล้อง D3 ที่เปี่ยมไปด้วยฟังก์ชั่นการทำงานที่หลากหลายและอีกทั้งยังมีนวัฒกรรมใหม่ๆที่ไม่เคยเห็นในกล้อง DSLR ตัวอื่นๆในโลกใบนี้อีกหลายประการ

 

 

 

 

FX-format CMOS 12.1MP : เริ่มต้นกันด้วยหัวใจของกล้อง DSLR ทุกตัวนั่นก็คือตัวรับภาพ ซึ่งอย่างที่เกริ่นไปหลายรอบแล้วว่าในที่สุดทาง NIKON ก็ได้เข้ามาสู่ตลาดของ Full Frame DSLR อย่างเต็มตัว หลังจากที่ปล่อยให้ค่ายอื่นๆ (รวมไปถึง KODAK ที่ใช้เมาท์ NIKON) กินส่วนแบ่งตลาดนี้ไปนานกว่า 5 ปี การเปิดตัว D3 ด้วย CMOS เซ็นเซอร์ขนาด 36x23.9mm จึงนับว่าเป็นก้าวที่สำคัญที่สุดก้าวหนึ่งของ NIKON ที่จะพัฒนาและแข่งขันต่อไปในตลาดกล้อง DSLR ระดับสูงสุด หลังจากที่ทำสำเร็จโดยการยึดเจ้าตลาดกล้องระดับล่างโดยการส่ง D40 และ D40x ไปครองเป็นเจ้าตลาดในญี่ปุ่นได้สำเร็จ

 


CMOS ตัวนี้มีหลายคนถามว่าใครเป็นผู้ผลิต เพราะถ้าดูจากประวัติของ DSLR NIKON จะพบได้ว่าเกือบ 100% ของกล้อง NIKON ต้องพึ่งผู้ผลิตตัวรับภาพอย่าง SONY มาตลอด ยกเว้นแต่ D2H/s ที่ใช้ตัวรับภาพ LBCAST ที่ NIKON ทำการผลิตเอง อย่างไรก็ตาม ตัวรับภาพของ D3 นี้มีข่าวลือหนาหูว่าทาง NIKON เป็นผู้ผลิตเอง ซึ่งต้องรอข้อมูลที่เปิดเผยอย่างเป็นทางการต่อไป แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็น เพราะถ้าประสิทธิภาพกับราคาเป็นไปตามที่ตลาดต้องการ นั่นคือคำตอบที่น่าจะหามากกว่า

 

การขยับตัวเองจาก FOV 1.5X มาเป็นระบบ Full Frame (หรือที่ NIKON เรียกว่า FX format) นับว่าเป็นก้าวสำคัญและจะมีผลต่อการถ่ายภาพของช่างภาพอีกหลายๆคน โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการถ่ายภาพในมุมกว้าง หากมองถึงหลักความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ กล้อง 35mm มักจะมีมุมหักเหของแสงที่เหมาะสมอยู่ราวๆเลนส์ 45mm ซึ่งจะทำไม่ได้ภาพไม่บวมหรือบีบมากเกินไป ดังนั้นเลนส์มุมยิ่งกว้างโอกาสที่ภาพเกิดการบิดเบือนย่อมมีสูงขึ้น อีกทั้งขนาดของเลนส์มุมกว้างก็จะเพิ่มมากขึ้นหาก ตัวอย่างเช่นหากถ่ายภาพด้วยเลนส์ 20mm สำหรับตัวรับภาพแบบ Full Frame หากต้องการภาพที่กว้างเท่าๆกันเมื่อใช้ FOV 1.5X ก็ต้องหาเลนส์ 14mm มาใช้ ซึ่งใหญ่และหนักกว่ามาก (ถ้าเป็นเลนส์ 35mm ปกติไม่ใช่ DX) อีกทั้งการบิดเบือนของภาพของเลนส์ 14mm ย่อมมีมากกว่าเลนส์ 20mm ถึงแม้จะเป็นการ crop เอาส่วนที่ต้องการตรงกลางก็ตาม

ถึงแม้ตัวรับภาพจะมีขนาดเทียบเท่ากับฟิลม์ 35mm แต่ทาง NIKON ก็ยังไม่ทิ้งเพื่อนปัจจุบันอย่างเลนส์อนุกรม DX ที่ผลิตมาเพื่อใช้กับกล้อง DSLR ที่มีตัวรับภาพ FOV 1.5X เมื่อนำเลนส์ DX มาใช้งานกับกล้อง D3 กล้องจะทำการปรับหน้าจอให้มีแถบกรอบดำครอบอัตโนมัติ โดยส่วนที่เหลือจะเท่ากับ FOV 1.5X พอดี ซึ่งฟังก์ชั่นนี้ก็เป็นไปตามคาดที่ทาง NIKON ยกเอาฟังก์ชั่น Hi Speed Cropped ของ D2Xs มาใส่กับ D3 เหมือนกับในภาพตัวอย่าง

 

นอกจากนี้ NIKON ยังให้ format ที่ไม่เคยมีมาก่อนในกล้อง DSLR ของ NIKON ก็คือ format 5:4 ซึ่งเหมาะกับการนำไปพิมพ์รูปในรูปแบบ 5:4 ได้ทันที อย่างไรก็ตามการนำเอาเลนส์ DX มาใช้กับ D3 ก็จะมีโอกาสที่เห็นขอบดำของการออกแบบของเลนส์ DX ซึ่งอาจจะดูแปลกตาในระยะแรกไปบ้าง

 

 

ISO Sensitivity : นับเป็นอีกจุดที่กลายเป็นจุดขายและจุดที่ทำให้กล้อง DSLR แตกต่างจากกล้องฟิลม์แบบสิ้นเชิง กล้อง D3 ผลิตออกมาเพื่อให้ครอบคลุมตลาดทั้งสองตลาดคือตลาดกล้องความละเอียดสูงและตลาดกล้องความเร็วสูง การมี ISO ที่ปรับได้ตั้งแต่ 100 ไปจนถึง 25,600 นับว่าเป็นนวัฒกรรมใหม่ของกล้อง DSLR ในยุคนี้เลยทีเดียว จริงอยู่ถึงแม้ ISO พื้นฐานจริงๆของ D3 จะอยู่ที่ 200-6400 (ความหมายอธิบายง่ายๆคือ ถึงแม้จะปรับไปที่ ISO100 (LO) ก็จะได้ภาพที่มีสัญญานรบกวนมากกว่าที่ ISO200 เนื่องจากไม่ใช่เป็นความไวของ CMOS จริงๆแต่เป็นปรับ pull สัญญานให้ต่ำลงกว่าปกติ เหมือนกับ ISO50 ของกล้อง EOS 1D/1Ds Mk II/III)

 

การมี ISO ที่สูงถึง 25,600 ก็นับว่าเป็นสวรรค์สำหรับช่างภาพที่ต้องการความเร็วอย่างช่างภาพกีฬา หรือช่างภาพในสถาณการณ์ที่แสงน้อยๆ ถึงแม้คุณภาพของภาพจะสู้ที่ ISO ต่ำๆไม่ได้และอาจจะดูไม่สวยงาม แต่ในบางกรณีการที่ได้ภาพก็ยังดีกว่าไม่ได้ภาพเลย ตัวอย่างเช่นการถ่ายภาพข่าวเป็นต้น

 

เป็นที่รู้กันดีว่าข้อด้อยของการมี ISO สูงๆก็คือสัญญานรบกวนหรือที่เรียกกันว่า noise ซึ่งมีผลทำให้ภาพขาดความคมชัดและสีสันจะถูกเก็บไม่ครบเหมือนกับถ่ายด้วย ISO ต่ำๆ NIKON D3 ได้พัฒนาในส่วนนี้ขึ้นมามาก ถึงแม้กล้องตัวที่ได้ทดลองเล่นดูจะยังไม่ใช่กล้องที่จะออกวางจำหน่าย แต่จากการที่ได้ดูภาพจากจอ LCD ขนาด 3” ที่ละเอียดที่สุดในตลาด ณ วันนี้นั้น ยอมรับเลยว่าภาพที่ ISO สูงๆของ D3 นั้นมีคุณภาพเหนือกว่ากล้องทุกตัวของ NIKON และไม่แพ้คู่แข่งไม่ว่ายี่ห้อไหนๆในระดับเดียวกันทั้งหมด ดังนั้นเป็นเหมือนการปักธงอีกธงนึงของ NIKON ที่จะก้าวไปสู่การแข่งขันที่สูสีกันมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามก็ต้องรอดูผลการทดสอบจากกล้องตัวที่จะจัดจำหน่ายจริงในเดือนพฤศจิกายนนี้ หากไม่มีอะไรผิดพลาด ทาง NIKON น่าจะเปิดโอกาสให้ทดสอบและนำภาพเหล่านั้นมาแสดงราวๆหนึ่งเดือนก่อนวางจำหน่าย โดยเฉพาะจากนิตยสารในประเทศญี่ปุ่น

 

SPEED with EXPEED : NIKON ไม่เคยโฆษณาหรือนำเอาหน่วยประมวลผลของการเก็บภาพ (Image Processing) ในกล้องมาเป็นจุดขาย แต่สำหรับ D3 ทาง NIKON ได้พัฒนาหน่วยประมวลผลใหม่ซึ่งเน้นเรื่องคุณภาพและความเร็วควบคู่กันไปภายใต้ชื่อว่า EXPEED  ซึ่ง D3 ยังสามารถประมวลผลภาพแบบ 14-bit ได้ ซึ่งสูงกว่า 12-bit ของ D2X/s จึงน่าจะเก็บรายละเอียดโดยเฉพาะค่าของสีในจุดต่างๆของ pixel ได้ดีขึ้น

 

กล้อง D3 เป็นกล้องที่มีความเร็วสูงมาก โดยสามารถเปิดใช้งานภายในระยะเวลาแค่ 0.12 วินาที และก็ยังมี shutter lag ที่ต่ำมากเหมือนกล้องรุ่นสูงสุดที่ผ่านมาของ NIKON คืออยู่ที่ 0.37 milliseconds แต่จุดขายที่สำคัญสำหรับ D3 ก็คือการที่ทำความเร็วในการถ่ายต่อเนื่องได้ 9 เฟรมต่อวินาทีในภาพขนาด 12.1MP และขยับขึ้นไปสูงสุดที่ 11 เฟรมต่อวินาทีเมื่อใช้ DX format ในภาพขนาด 5.1MP (ซึ่งขนาดภาพเล็กไปนิดเมื่อเทียบกับ 6.8MP ที่ 8 FPS ของ D2X/s)

 

เมื่อได้ทดสอบกล้องที่ความเร็ว 11 FPS บอกได้คำเดียวว่า สะใจและน่าจะถูกใจช่างภาพที่ต้องการความเร็วสูงเช่นช่างภาพกีฬาเป็นอย่างมาก เพราะจะสร้างโอกาสที่ได้ภาพมากขึ้นอีกร่วมๆ 40% เมื่อเทียบกับ 8 FPS ในกล้อง D2

 

 

Multi-CAM 3500 Auto Focus : ระบบโฟกัสใหม่ในกล้อง D3 เป็นอีกหนึ่งนวัฒกรรมจาก NIKON เพราะเป้นการยกเครื่องและทำให้ดีกว่าของเดิมแบบหมดจด เริ่มจากการที่มีจุดโฟกัสถึง 51 จุด โดยจำนวน 15 จุดเป็นแบบ cross ซึ่งจะให้การโฟกัสที่เที่ยงตรงและแม่นยำกว่าแบบปกติ ซึ่ง 15 จุดที่เป็น cross type นี้จะทำงานตลอดเวลาถึงแม้จะใช้เลนส์ที่มีรูรับแสงแคบๆอย่าง F5.6 ต่างกับยี่ห้ออื่นซึ่งจะเลิกทำงานเหลือ cross เพียงจุดเดียวถ้าใช้เลนส์ความไวแสงต่ำก่า F2.8 ดังนั้นช่างภาพจะได้ประโยชน์จากการโฟกัสแบบนี้มากทีเดียว จะทำให้มีความเที่ยงตรงและแม่นยำมากขึน ระบบโฟกัสใหม่คือ Multi-CAM 3500 ก็พัฒนาขึ้นมาโดยพยายามจะให้ทำงานร่วมกับระบบวัดแสงสี 1005 ส่วนมากขึ้น และมีการตั้งระบบโฟกัสได้สามแบบคือ 9 ส่วน, 21 ส่วน และ 51 ส่วน ยังไม่รวมไปถึงการโฟกัสแบบ 3 มิติอีกด้วย

 

จากการที่ได้ลองใช้งานระบบโฟกัสใหม่นี้ดู ถึงแม้จะเป็นสภาวะที่แสงน้อยในอาคาร ระบบโฟกัสใหม่ 51 จุดทำงานได้แบบเหลือเชื่อ บอกได้ทันทีว่าทันใจและแม่นยำกว่าระบบ 11 จุดของ D2Xs และยังมีพื้นที่และจุดโฟกัสมากกว่า D2X/s เยอะมาก จึงสร้างโอกาสที่จะโฟกัสได้ถูกต้องและรวดเร็วทำให้มีโอกาสได้ภาพดีขึ้นเยอะมาก ถึงแม้ยังไม่ได้มีโอกาสได้ลองกับสภาพแสงปกติแต่ก็ค่อนข้างมั่นใจว่าระบบโฟกัสแบบใหม่ของ D3 จะทำงานได้ดีกว่าระบบเดิมแบบเห็นได้ชัด

 

บทสรุปกับการได้สัมผัส NIKON D3

 

กับอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ได้สัมผัสกล้องระดับสูงสุดของ NIKON ตัวนี้ บอกได้เลยว่าจากประสบการณ์การใช้กล้อง DSLR มาตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม  NIKON D3 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ NIKON ในตลาดระดับบนนี้ กับฟังก์ชั่นที่มากมายทั้งปรับปรุงของเดิมและนวัฒกรรมใหม่ๆ อีกทั้งการออกแบบที่สมดุล คงปฏิเสธไม่ได้ว่าช่างภาพหลายๆคนคงจะอดใจที่จะรอใช้งานจริง NIKON D3 นี้ไม่ได้นาน และตลาดระดับบนของกล้อง DSLR คงจะเป็นการแข่งขันที่สูสีคู่คี่กันมากขึ้น

 

ขอขอบคุณบริษัทนิคส์ไทยแลนด์ที่เปิดโอกาสให้ผู้เขียนได้สัมผัสและทดลองใช้งานกล้อง NIKON D3  ติดตามรายละเอียดหรือสอบถามข้อมูล NIKON D3 เพิ่มเติมได้ที่

 

Niks (Thailand) Co.,Ltd.

166 Silom Road 12 Bangrak Bangkok 10500, Thailand.

Tel.0-2235-2929-34 , 0-2635-6570-4

Fax. 0-2236-7240

Opening Hours : Mon-Fri , 8.30AM - 5.30PM

http://www.niksthailand.co.th/products/dslr/D3/D3.htm

 

 

 

 

 

By : ทีมข่าวและกิจกรรม

http://www.nikonianthailand.com

 

5 กันยายน 2007

 

 

 

 

Dual CF Slots

Live View

LCD 920,000 pixels

Virtual Horizontal Level Indicator (both viewfinder and LCD)

Shooting Information Screen