Nikonian Thailand
Nikonian Thailand 
@@@...WHAT IS LOMO?...@@@


พอดีเผลอไปตอบกระทู้ของน้าwin ข้างล่างจนยาวยืดยาด

เลยนึกขึ้นได้ว่าเคยบอกน้าก้องไปเหมือนกัน
และไม่นานนี้ก็เคยดุเด็กที่ทำงานที่พยายามเสนอภาพ LOMO...
เลยคิดว่าบางทีคงมีคนที่ยังสับสนกับภาพแนวนี้อีกมาก...
หลายคนอาจจะนึกว่าภาพที่ปรับแต่งให้สีมืด ขอบมืดๆ..
เรียกว่าภาพ LOMO...
แสดงให้เห็นว่าความหมายที่แท้จริงของภาพแนวนี้อาจเลือนหายไป...
จึงขอนำเอาที่ตอบน้า win ข้างล่างมาย้ำบนนี้อีกที

-----------------------------------

โลโม่มีความเป็นมาที่แท้จริงจากสมัยสงครามเย็นนะ...
สมัยนั้นรัสเซียเป็นพี่เบิ้มคอมมิวนิสต์แข่งกับโลกเสรีที่มีสหรัฐฯ เป็นผู้นำ
การแข่งขันนี้ไม่ใช่เพียงการแข่งเรื่องอาวุธเท่านั้น...
แต่ยังรวมไปถึงการแข่งขันทางเศรษฐกิจทุกรุปแบบ
ที่โลกคอมมิวนิสต์ต้องพยายามผลิตสินค้าทุกชนิดเท่าเทียมกับโลกเสรี
เพื่อเป็นข้ออ้างถึงความมั่งคั่งและพัฒนาการของระบบเทคโนโลยี

อุปกรณ์ถ่ายภาพก็รวมอยู่ในการแข่งขันนี้ด้วย

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง
รัสเซียยึดครองโรงงานของ carl Zeiss ที่เมืองเดรสเดน ของเยอรมนี
ทำให้ได้รับเทคโนโลยีออฟติคที่ก้าวหน้าของยุคนั้น..มาเสริม Know how
และใช้เยอรมนีตะวันออก เป็นฐานผลิตอุปกรณ์ออฟติคเพื่อสนองความต้องการของกองทัพรัสเซีย...
และขยายไลน์มาผลิตกล้องถ่ายภาพคอนซูมเมอร์เพื่อแข่งขันกับโลกเสรี
แต่น่าเสียดายที่ผู้เชี่ยวชาญด้านเล็นส์ของไซร์ หนีไปโลกเสรีหมด
(และไปเปิดโรงงานขึ้นใหม่ในชื่อคาร์ลไซร์เหมือนกัน...ในเขตตะวันตก
ส่วนเรื่องเกร็ดเกี่ยวกับการแย่งชิงสิทธิ์ชื่อ carl Zeiss วันหลังจะเล่าให้ฟัง)
ทำให้เทคโนโยยีด้านนี้ของรัสเซียขาดการพัฒนาการ
ยิ่งต่อมาเมื่อเทคโนโลยีเล็นส์เริ่มเข้าสู่ระบบการเคลือบเล็นส์เพื่อลดแสงสะท้อน
คราวนี้คุณภาพของเล็นส์ไซร์จากโลกคอมมิวนิสต์ และเล็นส์ของรัสเซียเอง
(ในกล้องเซนิท กล้องเคียพ ฯลฯ)
เลยกลายเ็ป็นของล้าสมัยที่ไม่สามารถแข่งขันกับชาวบ้านได้
และเมื่อประกอบกับคุณภาพการผลิตที่แสนห่วยยยยยยยยยยยยยย
ทำให้ในที่สุดกล้องในเครือโลกคอมมิวนิสต์ เลยกลายเป็นเรื่องตลกขบขันของยุคสมัยไป

ทางออกของรัสเซีย คือการพัฒนาเทคโนโลยีเล็นส์ให้ดีขึ้น
และพัฒนากล้องให้ดึงดูดใจผู้บริโภคมากขึ้น
และด้วยเหตุที่รัสเซียยุคนั้นยังไม่ใช่สมาชิกขององค์การการค้าโลก...(WTO)
ทำให้สามารถเอาหูไปนานเอาตาไปไร่กับกฏหมายลิขสิทธิ์
การไม่ถูกจำกัดด้วยลิขสิทธิ์ ทำให้รัสเซียสามารถลอกแบบกล้องดังๆ มาผลิตเป็นของตัวเองอย่างหน้าด้านหน้าทน...
ประกอบกับเล็นส์ที่ลอกเลียนเทคโนโลยีของโลกเสรี
ทำให้เกิดกล้องรุ่นใหม่ที่ดูเหมือนว่าจะ "ทันสมัย"
แต่ในความเป็นจริงมันยังคงเป็นกล้องคงความห่วยทั้งคุณภาพการผลิตและออฟติคไว้อย่างเหนียวแน่น

กล้องยี่ห้อหนึ่งที่ผลิตในยุคนี้คือกล้องยี่ห้อ LOMO
แต่ในยุคเริ่มต้นนั้นมันไม่ใช่ชื่อของแนวภาพโลโม่ที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน
หากแต่เป็นกล้องที่ตั้งใจผลิตในราคราถูกเพื่อตอบสนองความต้องการของคนรัสเซีย
ที่ไม่สามารถซื้อกล้องของโลกเสรีได้..


LOMO เป็นกล้องที่ห่วยแตกในความเห็นของโลกเสรี
คุณภาพการผลิตหยาบมาก
เล็นส์ที่บิดเบือนเพราะไม่สามารถควบคุมอาการแฟลร์หรือโคม่า ได้
และการโค้ทลดแสงสะท้อนที่ไม่สมบูรณ์
กลับให้ Lomo ให้ภาพที่ ขาดความชัดส่วนขอบภาพ
แสงลดลงอย่างหนักที่ขอบภาพจนกลายเป็นภาพที่แสงไม่สม่ำเสมอ
ภาพที่ได้ดูตุ่นๆ แต่สีจัดเกินจริง...
ทำให้ชื่อของ Lomo กลายเป็นกล้อง Toy ที่ไม่มีผู้ใดสนใจ...

กลาวเวลาผ่านมาจนถึงยุค 80
ความซ้ำซากจำเจของการถ่ายภาพแนว Pictorial
ทำให้นักถ่ายภาพกลุ่มหนึ่งเริ่มแสวงหาทางออกที่แปลกใหม่
ภาพแนวเหนือจริงหรือ Serrialism เริ่มปรากฏขึ้น...
ววิธีต่างๆ เพ ื่อสร้่างความแปลกใหม่ของภาพถูกนำมาทดลอง...
และภาพที่เกิดจากกล้อง Lomo ก็ถูกนำมานำเสนอในรูปแบบใหม่
สีที่ทึมแต่เข้มจัด ขอบภาพที่มืด และเล็นส์ซึ่งขาดความคมชัดที่ขอบ
ก่อเกิดภาพแนวใหม่ที่ตอบความต้องการของนักถ่ายภาพกลุ่มแสวงหานี้
ส่งผลให้เกิดการกว้านหากล้อง LOMO ขึ้นมาในท้องตลาด
และโรงงานที่หงอยเหงาตบยุงที่เมาจากวอดก้าในรัสเซีย
ก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้งกับยอดสั่งซื้อ

ผู้บริหารของLOMO แม้จะเมาวอดก้าแต่ก็ไม่โง่
คนพวกนี้รู้ดีว่ากระแสที่เกิดขึ้นไม่ใช่กระแสที่ถาวรยาวนาน
การจะรักษากระแสนี้ได้ มีเงื่อนไขสำคัญคือให้แนวทางถ่ายภาพใหม่
เป้นที่ยอมรับในสังคมนักถ่ายภาพ
และในช่วงนี้เองที่หลักการของ LOMOGRAPHY ได้ถือกำเนิดขึ้น...

LOMOGRAPHY ถูกกำหนดให้เป็นแนวถ่ายภาพที่เน้นความประทับใจแรกเริ่ม
มากกว่าองคืประกอบทางศิลป์
อาซัยสีแสงที่มืดมน และความเบลอของขอบภาพ
เป็นเครื่องมือนำไปสู่ Subject หลักที่มุ่งกระตุ้นอารมณ์ประทับใจแรกเห็น
พร้อมกับมอบคำถามให้ผู้ชมภาพคิดต่อไปถึงความหมายที่แฝงเร้นอยู่
พร้อมกันนั้นก็มีการเร่งขยายการตลาดของกล้อง LOMO
ด้วยการกระจายแนวคิดนี้เป็นทฤษฏี พร้อมกับขายกล้อง
ด้วยการระบุเป็นนัย (แต่ชัดเจน) ว่า ภาพ LOMOGRAPHY
จะต้องถ่ายจากกล้อง LOMO เท่านั้น
ขณะเดียวกันก็แต่งตั้งให้ผู้แทนจำหน่ายในต่างประเทศมีตำแหน่งเป็น
LOMO AMBASSADOR ทำหน้าที่เผยแพร่แนวคิดนี้...
ในไทยเราก็มี และเป็นประเด็นร้อนในบอร์ดถ่ายภาพยุคแรกทีเดียวแหละ
แต่ที่ถกเถียงกันไม่ใช้เรื่องความสวยงามของภาพ หรือแนวทางถ่ายภาพ
แต่เป้นประเด็นเรือ่งราคากล้อง LOMO ที่ถูกปั่นให้เป็นกล้องราคาสูงลิบ
และแนวโฆษณาที่ระบุว่า "ถ้าไม่ใช่ภาพจากกล้องLOMO ก็ไม่ใช่ภาพ LOMO"
แต่ผลความขัดแย้งเป็นอย่างไรคงไม่ใช่เรื่องที่จะคุยกันตรงนี้...
สิ่งที่อยากบอกคือ แนวทางโลโมกราฟฟี สามารถรอดการโจมตีมาเป็นทางเลือกในการถ่ายภาพของนักถ่ายภาพได้อย่างน่าสนใจ
และยืนยงอยู่ในปัจจุบัน...
แต่สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้น
ก็คือความเข้าใจผิดของนักถ่ายภาพรุ่นใหม่แนวโลโม่
ที่ยังคงเข้าใจว่าภาพโลโม่ต้องถ่ายด้วยกล้องโลโม่
ต้องถ่ายด้วยฟิล์มหมดอายุ..ต้องล้างครอสโปรเซส...
แต่ลืมหลักการที่สำคัญที่สุดไป...
หลักการนั้นคือ "อารมณ์ที่ถูกกระตุกให้ชมภาพทันทีที่เห็น"
ภาพจำนวนมากในเว็บไซต์ของโลโม
ถูกถ่ายทอดเป็นภาพธรรมดาที่เน้นเพียงสีสดทึม ขอบมืด..
แต่กลับเป็นภาพทั่วไปที่ดูแล้วผ่านเลย...
ภาพลัษณธนี้จึงเป้นภาพที่ขาดหัวใจของโลโม...
และเป็นเพียงภาพที่ตามสมัยอาศัยกระแสโลโมเท่านั้น....

ภาพตัวอย่างข้างบนอาจจะไม่ใช่ โลโมแท้
แต่เป็นการพยายามเสนอให้เห็นถึงการถ่ายทอดอารมณ์ที่เป็นหัวมใจของโลโมนะ

ลุงหมู's Profile - โดย ลุงหมู Mail to ลุงหมู [14-01-2008 12:11:16]



โดย (115.196.92.194) [15-06-2012 18:22:16] #252791 (1/1)

http://www.canweddingdresses.net/, ,http://www.canweddingdresses.net/bridesmaid-dresses-2011.html




ตอบกระทู้
ความคิดเห็น
โดย
กรุณาใส่รหัสที่ปรากฏด้านหลัง ถ้าไม่ได้ login T1k9
แทรกรูป ย่อหน้า ตัวหนา ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา ตัวเอียง ขีดเส้นใต้ สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา


คลิกที่รูป เพื่อแทรกรูปลงในข้อความ
เลือกรูป ขนาดห้ามเกิน 500 KB
[ สมัครสมาชิก | ปิดหน้าต่างนี้ ]



 © Copyright 2007 Nikonian Thailand