สัมผัสแรกกับ Nikon D200

 

 

 

ก่อนหน้านี้สองสามเดือนมีข่าวลือทั้งจริงและไม่จริงหนาหูมากว่าถึงเวลาที่ Nikon ต้องออกกล้อง DSLR ตัวใหม่มาแทน D100 ซึ่งออกวางตลาดมาตั้งแต่ปี 2543 เป็นเวลาเกือบ 4 ปีที่ Nikon ได้พัฒนากล้องตัวใหม่เพื่อมาทดแทน D100 ตามปรัชญาทางธุรกิจที่ทาง Nikon ทำมาตลอดคือเน้นความแน่นอน มากกว่าที่จะออกสินค้ามาแล้วมีปัญหาภายหลัง

 

พอดีมีโอกาสได้จับตัวเป็นๆของเจ้ากล้อง DSLR ใหม่จากค่าย Nikon เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว แต่ด้วยสัญญาลูกผู้ชาย (เพราะผมไม่มีความสัมพันธ์หรือมีผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจกับผู้นำเข้า) จึงต้องเก็บข้อมูลไว้จนกว่าจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 1 พย 2548 ถึงแม้เป็นเวลาอันสั้นแต่ก็ได้มีโอกาสได้ลองเล่นเจ้า D200 พอสมควร กล้องตัวนี้ออกมาเพื่อลูกค้าที่เป็นนักถ่ายภาพระดับกึ่งอาชีพ หรือมืออาชีพที่ต้องการความสะดวก แต่ specifications ที่ให้มาในกล้องตัวนี้ต้องขอบอกเลยว่า "เทียบเท่า" กับกล้องพี่ใหญ่อย่าง D2x หรือ D2Hs ได้อย่างสบาย

 

กับการสัมผัสครั้งแรก คร่าวๆบอกได้เลยว่าเจ้ากล้องตัวนี้ต้องทำให้วงการ DSLR สั่นสะเทือนแน่นอน เพราะเป็นกล้องระดับกลางที่ให้ความรู้สึกเหมือนจับกล้องระดับ professional อีกทั้งฟังก์ชั่นต่างๆที่ "ยัด" เข้ามาให้ในกล้องตัวนี้ ตอบได้เลยว่าคราวนี้ Nikon "ไม่มีกั๊ก" กับกล้อง DSLR ในราคาระดับกลางตัวนี้ บอดี้ที่เป็น magnesium alloy บ่งบอกถึงความ "หรู" ที่หาได้ยากในตลาดปัจจุบัน (ที่จะเน้นแต่การลดต้นทุน) ปุ่มจับต่างๆที่ใส่มาให้ก็ยังคงแบบฉบับของ Nikon ที่สะดวกในการใช้งาน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องการความเร็วในการควบคุมกล้อง

 

ปุ่มต่างๆ และการควบคุม

 

การวางตำแหน่งของปุ่มได้ถูกพัฒนามาจากทั้ง F100, D2x และ D70s จัดได้ D200 ว่าเป็นลูกผสมที่นำจุดเด่นของกล้องหลายๆตัวของ Nikon มารวมกันเป็นหนึ่งเดียว ไล่ไปตั้งแต่ปุ่มเปิดปิดที่ลอกแบบมาจากกล้องสุดโปรอย่าง D2 Series โดยเพิ่มฟังก์ชั่นเปิดไฟในจอ LCD ด้านบนของกล้องมาให้ ปุ่มเปลี่ยนโหมดการถ่ายภาพและชดเชยแสงอยู่ในตำแหน่งที่สามารถปรับได้อย่างรวดเร็ว ถึงแม้จะทำงานด้วยมือเพียงมือเดียว ความเร็วในการเปิดใช้งานนับว่าเป็นจุดเด่นเสมอมาของกล้อง Nikon ไม่ว่ารุ่นใดๆก็ตาม D200 ยังคงเอกลักษณ์นั้นอย่างเหนียวแน่น โดยแทบจะไม่มีการหน่วงเวลาจากการเปิดใช้เลยแม้แต่น้อย

 

ทางด้านซ้ายปุ่มปรับค่ามาตรฐานต่างๆ (การออกแบบเหมือนของ D2 series) เช่น ค่าความละเอียดของไฟล์ (Quality) ค่า ISO ค่า White Balance และ รูปแบบการทำงานของ shutter (S, CL, CH, Self Timer และ Mirror Lock Up (การล๊อกกระจกสะท้อนภาพ)) จัดวางอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม สามารถใช้งานได้สะดวกกว่ากล้อง D100 เป็นอย่างมาก ถึงแม้จะมีตำแหน่งของฟังก์ชั่นเปลี่ยนแปลงไปจาก D2 series แต่จากการได้สัมผัสลองใช้งานดู ความเร็วในการปรับไม่แตกต่างจากกล้อง D2 series เท่าไหร่นัก ต้องขอชม Nikon ที่กล้าใส่ปุ่มปรับตัวนี้เข้ามาในกล้องตัวนี้ โดยเฉพาะการใส่ฟังก์ชั่น ล๊อกกระจกสะท้อนภาพ มาให้ในกล้องระดับกลาง ซึ่ง Nikon ไม่ได้ทำมานานกว่าสิบปี (ตั้งแต่ F801/s, F90/x, F100 จนถึง D100)

 

ด้านหลังกล้อง สะดุดตาด้วย LCD ขนาดจัมโบ้ 2.5 นิ้วซึ่งมีความละเอียดสูงและชัดเจนมากขึ้น สี contrast และ details ในการขยายภาพดูนับว่าไม่แพ้กล้องรุ่นใดๆ ในตลาดปัจจุบัน ปุ่มฟังก์ชั่นหลักทางด้านซ้ายของจอ LCD ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้การทำงานสะดวกและรวดเร็ว ตัวหนังสือในเมนูการปรับค่าต่างๆมีขนาดใหญ่และชัดเจน การทำงานตอบสนองได้รวดเร็วไม่ติดขัด นี่คือหนึ่งในความฝันของช่างภาพที่ใช้ DSLR

 

ปุ่มปรับระบบโฟกัสมีให้เลือกถึง 4 แบบเหมือนกล้อง D2 series ซึ่งฟังก์ชั่นนี้เหมือนกับว่า Nikon ยัดใส่มาให้ "เกิน" ราคากล้อง เพราะปกติจะอยู่ในกล้องระดับ top class เท่านั้น ปุ่ม cursor ทำหน้าที่ได้ดีเช่นเคย จุดที่ดูแล้วแตกต่างกับกล้องรุ่นอื่นๆของ Nikon เลยก็คือการเปิดปิดฝาที่ใส่ Compact Flash (CF) ที่เป็นเหมือนก้านโยกหมุนเปิดปิด โดย CF จะถูกถอดใส่จากด้านข้าง ซึ่งเป็น DSLR ตัวที่สองของ Nikon ที่ใส่ memory card จากทางด้านข้าง ความเห็นส่วนตัวต้องขอบอกว่ายังไม่ถนัดกับการใส่ CF จากวิธีใช้ก้านโยน(หมุน) อาจเป็นเพราะยังไม่คุ้นเคยก็เป็นไปได้ (ฝากบอกทาง Nikon ไว้นิดนึงว่าถ้าจะให้ดีน่าจะใช้วิธีใส่ CF เหมือนกับกล้อง D100, D70s หรือ D2 series เพราะจะทำให้ถนัดในการใช้งานเมื่อเปลี่ยนกล้องไปมา)

 

ด้านบนเป็นปุ่มหมุนปรับตัวที่หนึ่งจากสองตัว (อีกตัวทางด้านหน้า) ทำให้การปรับค่ารูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์เป็นอิสระต่อกัน สามารถตอบสนองความต้องการของช่างภาพได้ทันที วัสดุที่ทำเป็นปุ่มยางหุ้มอย่างดีเหมือนกับ D2 Series ทุกประการ ทำให้ D200 ต่างจากกล้องระดับ consumer ตัวอื่นๆได้อย่างชัดเจน การปรับระบบวัดแสงเหมือนๆกับ D100 แต่ก็ยังคงความง่ายในการปรับเช่นเคย มีเพิ่มปุ่ม AF-ON มาให้ เพื่อความสะดวกในการควบคุมการโฟกัสเมื่อใช้กับเลนส์โฟกัสอัตโนมัติ ปุ่มหมุนปรับสายตาก็ปรับปรุงให้ดีขึ้นโดยมีลักษณะเหมือนของ D2 Series และ F100

 

ทางด้านหน้ามีปุ่มที่เป็นมาตรฐานของกล้องระดับนี้มาครบครัน ไม่ว่าจะเป็นปุ่มเช็คความชัดลึก ปุ่มปรับระบบโฟกัส (ระบบก้านโยกเหมือนกล้องรุ่นหลังๆทั้งหมดของ Nikon)  ปุ่มปลดล๊อกเลนส์ที่พัฒนาขึ้นให้มีขนาดใหญ่ขึ้นจากรุ่น D100 แต่ก็ยังเล็กกว่าปุ่มปลดล๊อกของ D2 Series ปุ่มชดเชยแสงแฟลช และที่เพิ่มมาให้เพื่อสร้างความเป็นกล้องระดับกึ่งอาชีพได้อย่างเต็มตัวก็คือปุ่ม custom function (ทางด้านซ้ายล่าง) ที่ช่างภาพสามารถเลือกเอาฟังก์ชั่นที่ตัวเองชอบมากที่สุดหรือใช้มากที่สุดในแต่ละสถานการณ์มาใส่ไว้ จากการที่ได้ใช้ปุ่มนี้ในกล้อง D2x ต้องบอกได้เลยว่าเป็นปุ่มที่มีประโยชน์มาก ลดเวลาในการทำงานโดยไม่ต้องไปเลือกในเมนูในจอ LCD ทำให้มีโอกาสได้ภาพดีๆมากขึ้น

 

ระบบโฟกัส และ ช่องมองภาพ

 

เหมือนกับลอกแต่ไม่ได้ลอกกล้องระดับโปรมาตรงๆ จากระบบโฟกัส 5 จุดใน D100 มาในรุ่น D200 ทาง Nikon ก็ใส่มาให้แบบเต็มๆอีกเช่นเคย โดยการนำระบบโฟกัสแบบ 11 จุด (แต่มีการใช้ sensor cross จำนวน 3 ตัว ในขณะที่ D2 Series มี 7 ตัว (ข้อแตกต่างคือความแม่นยำจะมากขึ้นถ้าใช้ sensor แบบ cross)) นับว่าเกินพอกับการใช้งานในปัจจุบันในกล้องระดับนี้ แต่การมองในช่องมองภาพจะให้ความรู้สึกไม่เหมือนกับกล้อง D2 Series เท่าไหร่เนื่องจากสัญลักษณ์จุดโฟกัสในช่องมองภาพจะมีรูปร่างเล็ก และตำแหน่งก็ "เกือบเหมือน" กล้องรุ่นโปร การทดลองการใช้งานก็นับว่ามีประโยชน์มากขึ้นกว่าระบบโฟกัส 5 จุดประดุจดังการ upgrade จากที่นั่งชั้น economy มาเป็นที่นั่งชั้น business การโฟกัสทดสอบโดยใช้เลนส์ 18-200VR ตัวใหม่ของ Nikon จัดได้ว่ามีความรวดเร็วมาก การปรับเลื่อนจุดโฟกัสทำได้ง่ายเป็นปกติ แต่ยังไม่มีโอกาสได้ทดสอบการใช้งานระบบการเลือกโฟกัสทั้ง 4 แบบ ที่ทาง Nikon แอบใส่มาให้เป็นเหมือนของกำนัลพิเศษ

ช่องมองภาพมีขนาดเหมาะสมสว่างและดูดีกว่า D100 และ D70s แต่ถ้าจะให้เทียบกับช่องมองภาพของกล้องระดับโปร ก็คงต้องบอกว่ายังไม่อาจเทียบเท่าได้ ไม่ว่าขนาดของช่องมองภาพ (0.86x) และความสว่าง อย่างไรก็ตาม Nikon พร้อมจะปล่อยหมัดเด็ดออกมาให้กับช่างภาพระดับเริ่มต้นและอาชีพโดยการพัฒนายางรองตาแบบใหม่ซึ่งมาพร้อมกับ D200 ที่มีระบบกันหลุด (ไม่เหมือน D100 ที่ทุกคนแทบจะไม่ใส่ยางรองตา เพราะหลุดหายง่ายมาก) อีกทั้งจะออกยางรองตาแบบเหลี่ยม (ใช้ใน F80, D100, D70s, D50) ที่มีอัตราขยายเพื่อให้เห็นภาพชัดและละเอียดมากขึ้น (การทำงานเหมือน DK-17M ของกล้อง D2 Series) ช่างภาพที่ต้องการความละเอียดในการปรับโฟกัส โดยเฉพาะช่างภาพมาโคร หรือช่างภาพอาวุโสจะชื่นชอบระบบขยายภาพของยางรองตารุ่นใหม่นี้แน่นอน ระบบการเปิดปิด grid ในช่องมองภาพที่ยอดเยี่ยมจากกล้อง F80 ก็ยังคงมีอยู่ใน D200 นี้

 

CCD

 

ตามข่าวหลายกระแส ในที่สุด Nikon ก็มาลงเอยที่ CCD ความละเอีดย 10,2 ล้าน pixel ที่ยังคงเป็นระบบ DX ของ Nikon (FOV 1.5x) ซึ่งนับว่าเหมาะกับตลาดในปัจจุบันและอนาคตในอีกสองปีข้างหน้า อย่างไรก็ตามเนื่องจากยังไม่ถึงเวลาที่จะทำการทดสอบได้ จึงยังไม่มีรูปที่ถ่ายจากD200 มาให้ดูกัน ไว้รอให้ประกาศตัวอย่างเป็นทางการก็น่าจะมีรูปที่ถ่ายจาก D200 มาให้ดูกันมากมาย จากการดูในช่อง LCD ขนาด 2.5 นิ้วคร่าวๆ บอกได้เพียงว่า ISO ที่ 100 - 800 มีความ "เนียน" และได้ภาพในรูปแบบของ "CCD" ซึ่งใกล้เคียงกับภาพจากฟิลม์ (Film like) ส่วน ISO 1600 และ HI (0.3, 0.7 และ 1(ISO3200)) ก็ยังต้องมี noise เป็นปกติ แต่ระดับของ noise หรือภาพอย่างละเอียดต้องรอผลจากภาพจริงอีกที

 

grip หรือ ไม่ grip

จากการได้เปิดช่องใส่แบตเตอรี่ของ D200 ดู ยืนยันได้เลยว่า D200 จะมี grip มาติดเหมือนกับ D100 ได้อย่างแน่นอน ส่วนฟังก์ชั่นที่จะมาด้วยใน grip รุ่นใหม่นี้ต้องติดตามข่าวสารกันต่อไป

 

แบตเตอรี่

D200 ใช้แบตเตอรี่ลักษณะเดียวกันกับ D100 และ D70s คือยังใช้รหัส EN-EL3 อยู่ แต่รุ่นที่มาด้วยเป็น EN-EL3e มีความจุ 1500mAH ทำให้ใช้งานได้นานขึ้น แต่ยังไม่ยืนยันว่าแบตรุ่นเก่าอย่าง EN-EL3 และ EN-EL3a จะนำมาใช้กับ D200 ได้หรือไม่ แต่ถ้าดูจากประวัติของ Nikon ก็ขอเดาว่าน่าจะนำมาใช้ได้ แต่ระยะเวลาใช้งานจะสั้นกว่าแบตเตอรี่รุ่นใหม่อย่าง EN-EL3e

 

ระบบชัตเตอร์

ตามข้อมูลที่ได้รับมาเป็นระบบชัตเตอร์แบบกึ่ง Electronics ที่มีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 1/8000 และ sync flash ที่ 1/250 อยู่ในระดับเดียวกับกล้องโปรและกึ่งโปรรุ่นอื่นๆ เสียงชัตเตอร์ที่ได้ลองกดดูเปรียบเทียบได้กับ D100 แต่ฟังๆดูอาจจะหนักแน่นกว่านิดนึง แต่ยังไม่เทียบเท่าพี่ใหญ่อย่าง D2x หรือ D2Hs อย่างไรก็ตามชัตเตอร์ของ D200 เป็นระบบชัตเตอร์ระดับโปรที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 100,000 ครั้ง (เทียบเท่าได้กับกล้องโปรอย่าง F4, F5, F6 และ F100)

 

ระบบการล๊อกกระจกเป็นระบบที่ช่างภาพมืออาชีพหรือช่างภาพที่ต้องการความเนียนของภาพแบบสุดๆถามหามานาน กล้องรุ่นที่ไม่ใช่เลขตัวเดียวของ Nikon รุ่นที่มีระบบนี้ (ถึงแม้จะเป็นระบบกึ่งหลอก) ก็เคยมีมาก่อนเช่น FM, FE series แต่หลังจากเป็นระบบ Auto Focus นั้นระบบล๊อกกระจกนี้ก็ถูกจำกัดอยู่ในกล้องรุ่นโปรสุดเท่านั้น (ขนาด F100 ยังไม่มีระบบนี้เลย) ดังนั้นการนำระบบล๊อกกระจกกลับมาใส่ในกล้องรุ่นกึ่งโปรเพื่อตลาดDSLR ระดับกลางนับว่าเป็นสิ่งที่ Nikon ตัดสินใจไม่ผิดแน่ๆ ระบบการล๊อกกระจกของ D200 เหมือนกับ D2 Series และ F6 คือต้องทำการกดชัตเตอร์หนึ่งครั้งเพื่อยกกระจกขึ้น แล้วทำการกดชัตเตอร์อีกหนึ่งทีเพื่อถ่ายภาพแบบล๊อกกระจก

 

สิ่งที่หายไปจากกล้อง D100 ที่ผมเสียดายมากก็คือ รูเสียบสายลั่นชัตเตอร์แบบ manual เพราะไม่ต้องใช้สายลั่น electronics ที่มีราคาแพงสุดกู่ก็ได้ในรุ่น D200 แถมช่องเสียบสายลั่น electronics มาให้เลย (D100 จะมีให้ต่อเมื่อซื้อกริ๊ปติดเพิ่ม) สายลั่นรุ่นเก่าๆอย่าง MC-20 และ MC-30 น่าจะใช้งานได้อย่างไม่มีปัญหา

 

เลนส์ที่ใช้ได้กับ D200

แน่นอนว่าใช้เลนส์ NIKKOR ในตระกูล AF ได้ทั้งหมดอย่างเต็มระบบ (ยกเว้นระบบ 3D Matrix Balanced Flash ที่ต้องใช้เลนส์ AF-D) จุดที่จะขาดเสียไม่ได้คือระบบที่ Nikon "กล้า" ที่จะนำมาใส่ในกล้อง D200 ก็คือระบบการใช้เลนส์ปรับโฟกัสด้วยมือ (manual) รุ่นเก่าๆ ตั้งแต่ Ai (หรือ Ai modified) และ Ais มาใช้กับกล้องตัวนี้ได้ ในโหมดการทำงานแบบ M และ A เหมือนกับกล้องรุ่นโปรชอง Nikon อย่าง F4, F5, F100 และ D2 Series ทำให้ช่างภาพที่มีเลนส์เก่าๆ สามารถเลนส์เหล่านั้นนำมาใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง นับว่าเป็นการตอกย้ำความแข็งแกร่งของ brand Nikon ที่ยังคงรักษาความเป็น system ได้เป็นอย่างดี (Nikon ยังใช้เมาท์เลนส์เหมือนเดิม (F-MOUNT) มากว่าเกือบ 50 ปี ทำให้เลนส์ตั้งแต่ยุคแรกๆ สามารถนำมาใช้ในกล้องรุ่นปัจจุบันได้)

 

เมื่อใส่เลนส์ที่ไม่มี CPU เข้าไปในกล้อง D200 ช่างภาพสามารถตั้งค่าเลนส์เพื่อให้เก็บค่าในการใช้งานอย่างถูกต้องไปในไฟล์รูปภาพ เหมือนกับการใช้เลนส์ที่มี CPU การทำงานระบบนี้เหมือนกับกล้อง D2 Series อย่างไรก็ตามระบบการวัดแสงเมื่อใช้งานเลนส์ Ai หรือ Ais จะถูกจำกัดที่ระบบการวัดแสงแบบเฉลี่ยกลางภาพ ซึ่งแตกต่างจากกล้อง F4 และ D2 Series ที่สามารถใช้ระบบการวัดแสงแบบ Matrix ได้

 

 

อุปกรณ์เสริมที่ออกมาพร้อมกับ D200

 

เลนส์ AF-S VR DX Zoom Nikkor ED 18200mm F3.55.6G (IF

 

เลนส์ตัวใหม่นี้เป็นเลนส์อนุกรม DX ตัวแรกของ Nikon ที่มี technology VR (ทางผู้จัดจำหน่ายแจ้งว่าเป็น VR รุ่นใหม่ (VR II) พัฒนามาจากรุ่นแรก) ซึ่งใช้ได้กับกล้อง Nikon DSLR ที่มี FOV 1.5x เท่านั้น เลนส์ DX ถูกออกแบบมาใช้กับกล้อง DSLR โดยเฉพาะไม่ว่าจะเรื่องมุมรับภาพที่สอดคล้องกับ CCD/CMOS ที่รับภาพ หรือเรื่องการปรับขนาด COF (Circle of Confusion) ให้เหมาะสมกับกล้อง DSLR

 

เลนส์ตัวนี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการความสะดวก ไม่ต้องการพกพาเลนส์ไปหลายตัวเพราะมุมรับภาพที่ซูมได้กว่า 10 เท่า (27mm – 300mm เทียบเท่ากับ 35mm format) นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับช่างภาพที่ต้องการเลนส์แบบตัวเดียวเที่ยวทั่วโลก อย่างไรก็ตามคงต้องดูภาพที่ถ่ายจากเลนส์ตัว เพื่อดูคุณภาพจากน้องใหม่ตัวนี้อีกที

 

ระบบแฟลชสำหรับงานมาโครแบบไร้สาย (SU-800 และ SB-R200)

 

นับว่าเป็นวิวัฒนาการอีกขั้นนึงของ Nikon ที่นำระบบแฟลชไร้สายมาใช้กับงานถ่ายภาพมาโคร (แต่ก็สามารถพัฒนาไปใช้กับการภ่ายภาพแบบอื่นได้ไม่ยาก) จากระบบ Creating Light System (CLS) อันลือชื่อ Nikon พัฒนาระบบดังกล่าวต่อโดยออกเป็นสินค้าสองชิ้นคือ SU-800 ที่เป็นตัวควบคุมสัญญานแฟลชไร้สาย และ SB-R200 ซึ่งมีลักษณะเป็น remote flash ที่สามารถเคลื่อนที่ไปได้อย่างสะดวก หรือจะติดอยู่บน ring หน้าเลนส์เพื่อทำหน้าที่เป็น ring flash สำหรับงานมาโครก็ได้ จำนวน SB-R200 สามารถติดรวมกันได้ถึง 8 ตัวใน ring เดียวกัน แฟลชแต่ละตัวสามารถตัง้ค่าได้ต่างกันจาก SU-800 (Wireless Speed Light Commander)

 

ความสามารถสุดยอดของระบบใหม่นี้โดยเฉพาะเจ้า SU-800 ก็คือสามารถจัดชุดแฟลชให้ทำงานร่วมกับ SB800 และ SB600 ได้ ทำให้การทำงานร่วมกันระหว่าง SB-R200 ตัวใหม่กับระบบแฟลชตัวใหญ่ๆอย่าง SB-800 และ SB-600 มีประสิทธิภาพและให้แสงตามที่ช่างภาพจินตนาการได้เป็นอย่างดีเยี่ยม

 

ต้องติดตามดูอย่างใกล้ชิดสำหรับระบบแฟลชแบบใหม่ (แต่ใช้ iTTL เหมือนเดิม) ว่าจะมีผลต่อการพัฒนาการถ่ายภาพของช่างภาพได้อย่างไร

 

บทสรุป

 

จากการรอคอยของผู้ใช้ Nikon และผู้สนใจอื่นๆมากมาย D200 ก็ได้ทำการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ด้วยรูปลักษณ์และความสามารถที่สูงเกินกล้อง DSLR ในระดับนี้ ฟังก์ชั่นที่เพิ่มพิเศษสำหรับกล้อง D200 มีมากมายจนอาจจะบรรยายได้ไม่หมด จากตัวกล้องที่พัฒนามาจาก F100 และ D2 Series ซึ่งทำให้มีฟังก์ชั่นระดับโปรอย่างเช่น การล๊อกกระจกสะท้อนภาพ ปุ่มปรับแบบแยกส่วน การถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูง (5 เฟรมต่อวินาที) ช่องเสียบสาย sync flash ปุ่ม custom function การปรับระบบโฟกัส 11จุดที่สามารถเลือการทำงานได้ 4 แบบ บวกกับฟังก์ชั่นมาตรฐานสำหรับกล้องระดับเริ่มต้นเช่น การมีแฟลชในตัว ยางรองตารุ่นใหม่ ช่องใส่ CF ที่ง่ายและสะดวก อีกทั้ง technology ใหม่ๆอย่าง CCD 10.2 ล้าน pixel ระบบการวัดแสง Color Matrix II ระบบโฟกัสแบบใหม่ ระบบชัตเตอร์ที่ปรับปรุงขึ้น แค่นี้ก็คงทำให้กล้อง Nikon D200 เป็นหนึ่งในผู้นำในตลาดกล้อง DSLR ในปัจจุบันได้อย่างไม่ยากเย็น

 

By: LinksLS

http://www.nikonianthailand.com